Visitor Analytics

Indoor Tracking คืออะไร และช่วยให้พิพิธภัณฑ์เข้าใจผู้เข้าชมได้อย่างไร

ยอดขายบัตรบอกว่ามีคนเข้ามากี่คน แต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขาไปที่ไหน หยุดดูอะไร และเดินผ่านอะไรไป ระบบติดตามภายในอาคารคือเครื่องมือที่ช่วยตอบคำถามเหล่านั้น

ระบบติดตามภายในอาคาร หรือ Indoor Tracking คือการใช้อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ระบุว่าผู้คนอยู่ส่วนไหนของอาคาร และเคลื่อนที่อย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง สำหรับพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลนี้ช่วยให้เห็นภาพการเข้าชมจริง แทนการอาศัยการสังเกตหรือแบบสอบถามเพียงอย่างเดียว

ทำไม GPS จึงใช้ภายในอาคารไม่ได้

GPS อาศัยสัญญาณจากดาวเทียม ซึ่งถูกหลังคา ผนัง และโครงสร้างอาคารบดบังจนอ่อนลงมาก ภายในอาคารจึงระบุตำแหน่งได้ไม่แม่นยำ หรือระบุไม่ได้เลย นอกจากนี้ GPS ก็ไม่ได้บอกว่าคนอยู่ชั้นไหน ระบบภายในอาคารจึงต้องใช้สัญญาณหรือเซนเซอร์ที่ติดตั้งอยู่ในพื้นที่แทน

เทคโนโลยีที่นิยมใช้

ไม่มีเทคโนโลยีใดดีที่สุดในทุกกรณี การเลือกขึ้นอยู่กับคำถามที่ต้องการคำตอบ ความแม่นยำที่ต้องการ งบประมาณ และข้อจำกัดของอาคาร

Bluetooth Low Energy (BLE) beacon

ติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็กไว้ตามจุดต่าง ๆ แล้วให้แอปบนโทรศัพท์ตรวจจับว่าอยู่ใกล้จุดไหน เหมาะกับการแสดงเนื้อหาตามตำแหน่ง เช่น ออดิโอไกด์ แต่ใช้ได้เฉพาะผู้เข้าชมที่ติดตั้งแอปและเปิดบลูทูธ

Wi-Fi

ใช้สัญญาณจากจุดกระจาย Wi-Fi ประเมินตำแหน่งของอุปกรณ์ ข้อดีคือใช้โครงสร้างเดิมได้บางส่วน แต่ความแม่นยำมักอยู่ในระดับโซนมากกว่าระดับจุด และโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่สุ่มเปลี่ยนที่อยู่ MAC ทำให้การนับคนจากสัญญาณ Wi-Fi ซับซ้อนขึ้น

Ultra-Wideband (UWB)

ให้ความแม่นยำสูงกว่าวิธีอื่นมาก จึงเหมาะกับงานที่ต้องรู้ตำแหน่งละเอียด แต่ต้องใช้แท็กหรืออุปกรณ์ที่รองรับ และมีต้นทุนต่อจุดสูงกว่า

เซนเซอร์นับคนและการวิเคราะห์ภาพ

นับจำนวนคนที่ผ่านเข้าออกหรืออยู่ในโซน โดยที่ผู้เข้าชมไม่ต้องพกอุปกรณ์ใด ๆ เหมาะกับการวัดความหนาแน่นและจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด ถ้าใช้กล้องต้องออกแบบเรื่องความเป็นส่วนตัวอย่างรอบคอบ เช่น ประมวลผลบนอุปกรณ์และเก็บเฉพาะตัวเลขที่ไม่ระบุตัวบุคคล

พิพิธภัณฑ์วัดอะไรได้บ้าง

  • จำนวนผู้เข้าชมรายโซน — แกลเลอรีไหนมีคนเข้ามากหรือน้อย
  • ระยะเวลาที่อยู่ในแต่ละโซน — ผู้เข้าชมหยุดดูนานแค่ไหน หรือแค่เดินผ่าน
  • เส้นทางการเดินชม — คนส่วนใหญ่เดินตามลำดับที่ออกแบบไว้หรือไม่ และจุดไหนที่คนมักย้อนกลับหรือข้าม
  • ช่วงเวลาหนาแน่น — วันและเวลาที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแออัด
  • สัดส่วนผู้ที่เดินถึงแต่ละจุด — จากผู้เข้าชมทั้งหมด มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ไปถึงนิทรรศการด้านใน

นำข้อมูลไปใช้อย่างไร

ตัวเลขมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจ ตัวอย่างการใช้งานที่พบบ่อย ได้แก่

  • ปรับผังและลำดับการจัดแสดง ย้ายชิ้นงานสำคัญไปยังจุดที่คนผ่านมากขึ้น หรือแก้จุดที่ทำให้เกิดคอขวด
  • จัดสรรเจ้าหน้าที่ เพิ่มคนในโซนและช่วงเวลาที่หนาแน่น และลดในช่วงที่เงียบ
  • ประเมินนิทรรศการชั่วคราว เปรียบเทียบความสนใจระหว่างนิทรรศการด้วยตัวชี้วัดเดียวกัน
  • รายงานต่อผู้บริหารและผู้สนับสนุน ใช้ตัวเลขที่ตรวจสอบได้ประกอบการรายงานผลและขอบประมาณ
  • ปรับเนื้อหาออดิโอไกด์ เมื่อรู้ว่าผู้เข้าชมใช้เวลาที่จุดใดนานเท่าไร ก็ปรับความยาวเนื้อหาให้เหมาะได้

เรื่องความเป็นส่วนตัวที่ต้องคิดตั้งแต่ต้น

การเก็บข้อมูลผู้เข้าชมต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) แนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่ ออกแบบให้ระบบเก็บเฉพาะข้อมูลรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคลเมื่อเป็นไปได้ แจ้งผู้เข้าชมให้ทราบว่ามีการเก็บข้อมูล ขอความยินยอมเมื่อจำเป็น เช่น การใช้งานผ่านแอป และกำหนดระยะเวลาเก็บข้อมูลให้ชัดเจน รายละเอียดที่เหมาะกับแต่ละองค์กรควรปรึกษาฝ่ายกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

เริ่มต้นอย่างไร

  1. เริ่มจากคำถาม 2–3 ข้อ ที่อยากได้คำตอบมากที่สุด เช่น “นิทรรศการชั้นสองมีคนเข้าน้อยเพราะอะไร”
  2. นำร่องในพื้นที่เล็ก เลือกหนึ่งชั้นหรือหนึ่งแกลเลอรีเพื่อทดสอบเทคโนโลยีและกระบวนการก่อนขยาย
  3. เก็บข้อมูลฐานก่อนเปลี่ยนแปลง เพื่อให้วัดผลได้ว่าการปรับผังหรือเนื้อหาส่งผลจริงหรือไม่
  4. กำหนดว่าใครจะใช้ข้อมูล และใช้บ่อยแค่ไหน แดชบอร์ดที่ดีควรออกแบบตามผู้ใช้งานจริง

ถ้าต้องการคุยเรื่องโจทย์ของพิพิธภัณฑ์หรือพื้นที่ของคุณ ดูรายละเอียดระบบติดตามภายในอาคารและวิเคราะห์ผู้เข้าชม หรือติดต่อทีมของเราได้เลย

พร้อมเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจแล้วหรือยัง?

เล่าโจทย์ของคุณให้เราฟัง ทีมผู้เชี่ยวชาญจะติดต่อกลับเพื่อนัดปรึกษา หรือสาธิตระบบที่ตรงกับความต้องการขององค์กรคุณ

  • 942/72 อาคารชาญอิสสระทาวเวอร์ 1 ถนนพระรามที่ 4 แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
  • info@dataarchitect.co.th
  • facebook.com/dataarchitect.th